ทรงจำเพราะทรงทำ
ข้อเขียนนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร "สวนดุสิต" เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๙
ขอนำมาบันทึกไว้ ณ ที่นี้อีกครั้ง ด้วยความจงรักภักดี
.............................................................................
ขอนำมาบันทึกไว้ ณ ที่นี้อีกครั้ง ด้วยความจงรักภักดี
.............................................................................
ประเทศไทยในช่วงเวลานี้
ยังเป็นช่วงที่ทุกคนต่างโศกเศร้าเสียใจ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่
๙ ได้ทรงเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา ณ โรงพยาบาลศิริราช
หลังจากแถลงการณ์จากสำนักพระราชวังได้ประกาศถึงข่าวการเสด็จสวรรคต
และในวันเคลื่อนขบวนพระศพจากโรงพยาบาลศิริราช
ไปยังพระบรมหาราชวัง ได้ปรากฎภาพอันแสนเศร้าของเหล่าพสกนิกรชาวไทย
ทุกคนยังคงไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่าพระองค์ได้เสด็จสวรรคตไปแล้ว
และข่าวการเสด็จสวรรคตได้เผยแพร่ออกไปทั่วโลก
ภาพที่เห็นสะท้อนเรื่องราวหลายอย่าง
หนึ่งนั้นคือ เราสามารถรักคนที่เราไม่เคยเจอเลยได้อย่างไร? เราสามารถเทิดทูนท่านได้อย่างไร? ถ้าเราเคยได้ยินเรื่องของอับราฮัม
ลินคอล์น เนลสัน แมนเดลล่า มหาตมะ คานธี และสิ่งที่มหาบุรุษเหล่านี้ทำ เราก็ควรจะเคารพพวกเขาเช่นกัน
จริงอยู่
ในหลวงของเรา ไม่ได้ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยชนชาติไทยให้เป็นอิสระ เพื่อความเท่าเทียมในสังคม
แต่ในหลวงต่อสู้ อย่างหนัก เพื่อปลดปล่อยประชาชนคนไทย จากความหิวโหยและความยากจน แม้จะเกิดขึ้นในบริบทที่ต่างกัน
แต่นั่นคือเรื่องเดียวกัน
ร่องรอยของการทรงงานหนักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่
๙ ยังคงมีให้เราเห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน
เมื่อ
๒๐ ปีที่แล้ว ผู้สื่อข่าวคนหนึ่งทูลถามพระองค์ว่า
ทรงปรารถนาให้คนระลึกถึงพระองค์อย่างไร? พระองค์ทรงตอบว่า ไม่เป็นห่วงว่าประวัติศาสตร์จะจารึกพระองค์ว่าอย่างไร
พระองค์ตรัสว่า
“หากพวกเขาต้องการเขียนเกี่ยวกับข้าพเจ้าในเรื่องที่ดี
พวกเขาควรเขียนว่าข้าพเจ้าได้ทำเรื่องที่เป็นประโยชน์ไว้อย่างไรบ้าง”
พลังอำนาจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ทรงสร้างขึ้นนั้น เกิดขึ้นจากพลังของการประพฤติตนให้เป็นแบบอย่าง การเคารพ สักการะ เทิดทูนในหลวงของคนไทย จึงแปลกใหม่
อยู่นอกเหนือความเข้าใจของชาวตะวันตกทั้งมวล
หนึ่ง
เพราะชาติตะวันตกไม่มีคนอย่างท่าน คนที่ทำเพื่อประชาชนคนไทย ๗๐ ปีโดยไม่มีข้อแม้
ซึ่งมาจากคำสัญญาจากปฐมบรมราชโองการ “เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม
เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”
สอง
เพราะเกิดขึ้นจาก สิ่งที่เรียกว่า “ราชธรรม”
เป็นความชอบธรรมที่ยิ่งใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นทั้งจากพระราชดำรัส พระราชกรณียกิจ
และพระราชจริยวัตร
คนไทยได้รับประโยชน์จากโครงการกว่า
๔ พันโครงการ ตลอด ๗๐ ปี คือ รูปธรรมที่เกิดขึ้นจากคำสัญญาเมื่อขึ้นครองราชย์ ขณะเดียวกันพระองค์ยังแนะนำ
แนวทางที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้กับคนทั้งโลก คือ “เศรษฐกิจพอเพียง”
เพื่อเตือนให้ดำรงชีวิตอยู่บน “มัชฌิมาวิถี”
ที่เพียงพอต่อความต้องการพื้นฐานทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ต่อการพัฒนาไปข้างหน้าอย่างสมดุล
เป็นการตอบโต้กับ “โลกาภิวัตน์เกินขีด” ที่โลกกำลังคลั่งไคล้
“ราชธรรม” นี่เองที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมี “ธรรมเป็นอำนาจ”
ซึ่งเมื่อถึงคราวจำเป็น พระองค์ก็สามารถเอาชนะ “คนที่มีปืนอยู่ในมือ” ได้ด้วยพระราชดำรัสเพียงไม่กี่ประโยคเท่านั้น
ในหลวงเป็นครีเอทีฟ
ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็น Content Creator ที่ให้ความรู้ โน้มน้าว และสร้างแรงบันดาลใจ ทั้ง ๓ สิ่งนี้ เป็นหน้าที่ของเราจะส่งต่อไปให้ลูกหลานในอนาคต
เพื่อเดินตามรอยพระองค์ได้อย่างแข็งแรง
พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ
ที่ติดอยู่บนผนังที่บ้าน จึงเป็นเครื่องเตือนความทรงจำ
ในทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงทำตลอดพระชนม์ชีพ ติดภาพพระองค์ไว้ เพื่อให้ความทรงจำครั้งนี้
กล้าแกร่งพอที่จะสู้กับกาลเวลา และส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป.
ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง
ธรณ์
ดำรงนาวสวัสดิ์, ดร. สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส. ธ สถิต
ณ แดนสรวง. สัมภาษณ์, 6 พฤศจิกายน 2559.
ไนเจล
กูลด์-เดวีส์. เทศมองไทย. มรดกทางการเมืองของ ในหลวง.
มติชนสุดสัปดาห์. สำนักพิมพ์มติชน. 2559
TNEWS
Headshot. กัลยากร นาคสมภพ. (2559). ไม่มีชื่อเรื่อง. สืบค้นเมื่อ 8
พฤศจิกายน 2559, จาก
ซาแมนธา
พาวเวอร์. ถนอมจิต พานิชรัตน์, แปล. คนไทยช่างโชคดียิ่งนักที่มีพระองค์เป็นสมาชิกร่วมครอบครัว.
สำนักข่าวอิศรา.
สืบค้นเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2559, จาก http://www.isranews.org/isra-news/item/51187-thai-51187.html? platform=hootsuite
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น